Friday, May 6, 2011

โนโกโนชิม่า เกาะเล็กๆกลางใจเมืองฟุกุโอกะ

ปลายเดือนมีนาถึงเมษา คือช่วงเวลาที่ฟุกุโอกะเริ่มสลัดความหนาว
ฤดูของซากุระมาแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว
แต่ดอกไม้มากมายยังคงแข่งกันบานอยู่บนเกาะเล็กๆเกาะนี้
โนโกโนชิม่าตั้งอยู่ในอ่าวฮากาตะ
เมื่อใดที่มองออกไปทางทะเลก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง
เฝ้ามองกันมานานก็ได้มีโอกาสไปก่อนฤดูใบไม้ผลิจะหมดไปอีกปี

การเดินทางไปเกาะโนโกโนชิม่านั้นสะดวกมาก
จะต่อรถเมล์จากเทนจินไปท่าเรือเมะโนฮาม่า (สาย300, 301, 302 or 304)
หรือนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีเมะโนฮาม่าแล้วต่อรถเมล์
(สายShowa ไปลงสุดสายที่มาริโนอาแล้วเดินต่อไปอีกสิบห้านาที)
หรือแท็กซี่ไปท่าเรือก็ได้ ปกติเรือจะออกจากท่า
ทุกๆหนึ่งชั่วโมง และใช้เวลาเดินทางเพียงสิบนาทีเท่านั้น

ท่าเรือไปเกาะ

ตารางเวลาเรือออก ด้านซ้ายออกจากเมะโนะฮาม่า ด้านขวาออกจากเกาะโนโกโน

ตั๋วเรือไปกลับ 440 เยน

เรือข้ามเกาะ
รอบเกาะมีความยาวเพียง 12 ก.ม. เท่านั้น เดินไปด้านซ้ายก็จะเห็นวิวชายฝั่งอิโต้ชิม่า ด้านขวาเป็นที่ตั้งของ สวน Nokonoshima Island Park ค่าเข้าราคา 1,000 เยน สวนนี้โด่งดังเรื่องทุ่งดอกไม้ประจำฤดู ปลายเดือนกุมภาถึงกลางเดือนเมษาเป็นคิวของดอก rapeseed หรือที่เรียกเป็นภาษาญ๊่ปุ่นว่า 菜の花 ตอนที่เราไปเป็นปลายเดือนเมษาแล้วดอกไม้เลยเหลือน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่ก็ยังเป็นทุ่งสีเหลืองกว้างๆให้ไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศธรรมชาติ ใครมาฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้เห็นทุ่งดอกคอสมอส แต่จริงๆแล้วเค้าก็มีดอกไม้ให้เข้าไปเดินเล่นดูได้ทุกฤดู



ขึ้นเกาะมาก็นั่งรถเมล์มุ่งหน้าไป Island Park

วิวระหว่างทาง มีสวนผัก

เห็นทะเลแสนงาม

จ่ายตั๋วพันเยนเข้า Island Park แล้วก็จะเห็นสีสันดอกไม้สวยงามทันที

ดอกไม้สู้แดด

สีสันสวยงาม

สวนดอกไม้จัดไว้สวยงาม

เต็มทางเดิน

อากาศสดใส

พุ่มนี้แย่งกันบาน

ของเล่นสมัยเด็กให้เช่า ร้อยเยนเล่นได้สามสิบนาที

โทรศัพท์โบราณ

ร้านอุด้ง

ทุ่งดอก Rapeseed ไฮไลท์ของ Island Park

มีลานให้ปิกนิค

ในสวนยังมีมุมกระต่าย

สามารถให้อาหารได้

เยอะแยะ ยั้วเยี้ย

น่ารักสุดๆ

พอกลับมาแผ่นดินใหญ่ พระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี
เป็นอีกวันที่ได้เต็มอิ่มกับธรรมชาติ

Thursday, April 28, 2011

ข้าวผัดกับหมูผัดซอสเปรี้ยว

วันนี้เป็นคิวของอาหารจีนข้าวผัดกับหมูผัดซอสเปรี้ยว (หวาน)

อาหารจารแรกคือข้าวผัด

วิธีการทำก้อง่ายดาย แต่ทำให้อร่อยคงยากอยู่เหมือนกัน หั่นแฮมเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ และหั่นหอมซอยละเอียดเตรียมไว้ ตอกไข่ใส่จานตีให้เข้ากัน ตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน ใส่ไข่ลงไปกะให้ไ่ข่สุกสักห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เติมข้าว ผัด ๆ คลุก ๆ ให้เข้ากัน ใส่แฮม ใส่ต้นหอม ปรุงรส ด้วยเกลือ พริกไทย ผงชูรส เติมซีิอิ๊วขาวเล็กน้อย ชิมรส พร้อมเสิร์ฟ

หมูผัดซอสเปรี้ยวไม่รุ้จะใช้ชื่อภาษาไทยว่าอะไรดี ไปร้านอาหารจีนที่ไทยไม่เคยสัก แต่เมนูนี้ฮอตฮิตมากที่ญี่ปุ่น คือ ผัดกับน้ำส้มสายชู และซอสหอยน้ำรม กับซอสอื่นๆ อะไรก้อว่าไป ฮา่ ฮา

วิีธีทำซับซ้อนซ่อนเงื่อนจำไม่ค่อยได้ ว่างๆ ค่อยมาอัฟเพิ่ม ลงรูปให้ดูขำขำไปก่อน

Tuesday, April 26, 2011

ได้ฤกษ์กางโต๊ะกินข้าวสักที

เริ่มเรียนมาก้อหลายอาทิตย์ สองสามอาทิตย์แรกเป็นช่วงของการปรับตัว ชีิวิตรันทดมากถึงมากที่สุด เหนื่อยแบบไม่เคยเหนื่อยมาก่อน เหมือนกลับไปใช้ชีิวิตนักเรียนมัธยมปลายอีกครั้ง ตื่นหกโมง ทำกับข้าว กินข้าวเช้า กับเตรียมข้าวกล่อง อาบน้ำแต่งตัว วิ่งไปขึ้นรถไฟใต้ดิน (วิ่งจริงจัง) เริ่มเรียนตอนแปดโมงห้าสิบ พักกลางวัน กินข้าว แล้วก้อเรียนต่อจนถึงบ่ายสามโมงครึ่ง ชีิวิตแบบจะอ้วกให้ได้ เฝ้าถามตัวเองว่า คิดถูกหรือเปล่าที่ทำ แต่ก้อได้แต่สอนตัวเองต่อไปว่า แล้วมันจะผ่านไป มีพี่ชายแสนดีบอกว่า ให้คิดว่าเป็นการฝึกตนล่ะกัน

แล้วมันก้อผ่านไปจริงจริง ชีิวิตเริ่มดีขึ้น อะไรเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่สิ่งที่ควรทำก้อยังทำไม่เสร็จเท่าไหร่ ต้องจัดการชีิวิตให้ดีกว่านี้เพื่อให้หนทางที่ได้เลือกแ้ล้วเป็นทางที่ดีที่สุด

อาทิตย์แรกชีิวิตวนเวียนอยุ่กับการลับมีดฝนมีด กับฟังคำอธิบายแนวทางปฏิบัติของภาคปฏิบัติ นั่งเรียนภาคทฤษฎีก้อง่วงไป ตื่นไป พอชีวิตเลิกหมกมุ่นกับความเบื่อหน่ายเลยกลับสู่โหมดการรายงานชีิวิตของเชฟฝึกหัดแถวนี้กันต่อ

วันนี้เป็นคิวของอาหารตะวันตก เมนู คือ โชยุเดรสซิ่ง กับ ซุปบ้านนา

เริ่มต้นที่น้ำสลัดโชยู ส่วนผสม ไม่มีอะไรมาก แค่ โชยุ น้ำส้มสายชู มัสตาด หอมหัวใหญ่ซอยละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วโรยงาคั่ว เติมเกลือตามชอบ


ต่อมาเป็นตัวสลัด ใช้กระหล่ำปลีซอยละเอียด หั่นแตงเป็นพร๊อบตกแต่งรอบจาน

ซุปบ้านนา ชื่อได้ใจมากมาย (แปลเอง ตามภาษาล่ามเถื่อน) ให้กลิ่นไอของชาวชนบทในตะวันตกที่ต้มผัก ต้มอะไรกินกัน ง่ายๆ ส่วนผสม คือ มันฝรั่ง แครอท ฟักทอง คาบุ (เหมือนหัวไชเท้า) หั่นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาว (เหมือนมันฝรั่งทอด) ข้าวโพดกระป๋อง ปริมาณแล้วแต่ชอบ ชอบข้าวโพดก้อใส่ข้าวโพดเยอะๆ อย่าได้แคร์สิ่งใด ฮ่า ฮ่า ใส่ส่วนผสมทั้งหมดในหมอ้ใบใหญ่ เติมน้ำให้ขลุกขลิกพอ ตามด้วยเนย โรยเกลือเล็กน้อย ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด ผ่อนเป็นไฟกลาง สักพัก พอสุก เติ่มเกลือ เติมพริกไทย ปรุงรสตามชอบ

เรียบร้อยสำหรับอาหารวันนี้

Wednesday, April 20, 2011

กระเป๋าเจมส์บอนด์สุดหรูพร้อมมีดคู่ชีวิต (เชฟ)

เปิดเทอมมาหลายอาทิตย์แล้ว เป็นการเรียนที่โหดมากสำหรับ นักเรียนเช้าชามเย็นชาม ความรู้ทางภาษาญี่ปุ่นต่ำต้อย

ชีวิตเลยหนีไม่พ้นดิกคู่ใจ มองดิกมากกว่ามองหน้าเซนเซ เพราะเปิดแทบจะทุกคำที่อาจารย์สอน เปิดจนเบื่อ เวลาพักก้อสวดมนต์อธิฐานจิตรอเวลาให้ฟังแล้ว ซาโตริ บรรลุถึงภาษาญี่ปุ่นขั้นสูงสุดและเข้าใจทุกคำที่อาจารย์สอน .. ฮ่า ฮ่า

เข้าเรื่องเลยดีกว่า รอบนี้ขอเปิดตัวกระเป๋าเจมส์บอนด์สุดหรู พร้อมมีดคุ่ชีิวิต สลักชื่อของเจ้าของไว้ด้วย


สวย แต่ก้อแพงสมค่าสมราคาแห่งความสง่างาม เป็นกล่องมีด และเซ็ทมีดราคา หนึ่งหมื่นบาท หั่นผักไปก้อต้องภาคภูมิใจไปได้ใช้มีดเมดอินเจแปน


รุ่นก่อนๆ เป็นแค่กระเป๋าผ้าธรรมดา แต่รุ่นเรามีการพัฒนา (แต่เค้าบวกราคาค่ากล่องเพิ่มไปแล้ว เพราะเก็บแพงกว่าของปีก่อนๆ)



เป็นสิ่งทีี่คิดว่ายังไงก้อต้องเอากลับไปไทย โดยไม่กลัวแม้ว่ามันจะอาบกัมมันตภาพรังสีจากประเทศญี่ปุ่นไปบ้างเล็กน้อย

Thursday, April 7, 2011

ชุด อุปกรณ์ เอกสารการเรียนการสอน


เิริ่มที่หนังสือ หนึ่งกองใหญ่ ซึ่งคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีิวิตให้อ่านหมด (รวมเวลาเปิดดิกเพื่อหาศัพท์และความหมาย)



มีชุดกุ๊ก หมวก ผ้าพันคอ รองเท้า สลิปเปอร์



มีเซ็ทมีดสลักชื่อใส่กระเป๋าเจมส์บอนด์ด้วย แต่ยังไมไ่ด้ถ่ายรูปมาลง

รวมทั้งหมด อีกแสนกว่าเยน เหอะเหอะ ... ชุดกุ๊กอะไรก้อไม่รู้เนอะ ผ่อนมอเตอร์ไซค์กันได้เลยทีเดียว

สัมผัสโลกจิบลิด้วยตาเปล่า


 

"Let's become lost children together" ~Ghibli Museum motto

พิพิธภัณฑ์จิบลิเปรียบเสมือน Disneyland สำหรับคอหนังค่ายจิบลิ ย่างเท้าแรกเข้าก็พลันรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปโลกที่คุณฮายาโอะ มิยาซากิวาดไว้ โตโตโร่ตัวใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในห้องกระจกคอยต้อนรับอยู่ด้านหน้า พอกวาดตามองขึ้นไปก็เห็นอาคารหรือหอคอยที่มีบันไดวนพาขึ้นไปชั้นดาดฟ้า แล้วก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ว่าถ้าปีนไปถึงชั้นดาดฟ้าคงจะได้ไปทักทายเจ้าหุ่นยนต์รักธรรมชาติตัวยักษ์

บันไดวน

สตูดิโอจิบลิีสร้างหนังอนิเมชั่นซึ่งเป็นที่รักของคนทั้งญี่ปุ่นด้วยลายภาพสวยงาม เนื้อเรื่องโดนใจ ใครที่ตกเป็นแฟนคลับหลงเสน่ห์ของหนังค่ายนี้ก็มักจะใช้วิชาบอกต่อให้คนรู้จักในเมืองไทยดูกัน เรื่องที่โด่งดังก็มี

Spirited away หนังที่ทำให้คนทั้งโลกค้นพบจิบลิเพราะรางวัลออสก้าปี 2003
Howl's moving castle เรื่องที่ทำให้สาวๆเพ้อเพราะเสียงพากย์ของคิมุทาคุ แต่จริงๆแล้วแฝงข้อคิดไว้ว่าความรักไม่เกี่ยวกับหน้าตา
Totoro หนังตำนานของจิบุลิ โทนาริโนะโต๊ะโตโระ โต๊ะโตโระ~♫
Laputa อีกตำนานเกาะบินได้

เผลอทำการบอกต่อไปซะแล้ว...

การซื้อตั๋ว
การหาทางซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์นี้อาจจะซับซ้อนว่าที่อื่นๆก็ตรงที่ผู้เข้าชมจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนไปถึง สามารถซื้อตั๋วได้ที่ Lawson  (คือมินิมาร์ทที่หาได้ทั่วไปในญี่ปุ่น เยอะพอๆกับเซเว่นบ้านเรา) โดยจะต้องระบุวัันที่และเวลาเข้า ณ ตอนที่ซื้อเลย เวลาเข้าถูกกำหนดไว้สี่ช่วง คือ 10.00 12.00 14.00 16.00 และถ้าคุณมาหลังเวลาที่กำหนดไว้สามสิบนาทีก็จะถูกปฎิเสธไม่ให้เข้า ทาง Lawson เขียนวิธีการซื้อตั๋วไว้อย่างละเอียด แต่ความจริงจะเดินไปหาพนักงาน Lawson และขอให้เค้าช่วยกดซื้อตั๋วให้เลยก็ได้  แต่ถ้าคิดจะมาช่วงหน้าเทศกาลหรือแวะโตเกียวไม่กี่ัวันก็จะเป็นการดีถ้าจองล่วงหน้าก่อน

ราคาตั๋วผู้ใหญ่และเด็กมหาลัย ใบละ 1,000 เยน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์อยู่ห่างจากตัวเมืองโตเกียวประมาณยี่สิบนาทีโดยรถไฟเจอาร์ นั่งสาย JR Chuo Line (ขึ้นได้ที่สถานีชินจุกุ และอากิฮาบาระเป็นต้น) มาลงสถานี Mitaka (三鷹駅) จากสถานีจะนั่งรถเมล์หรือเดินมาตามแผนที่ด้านล่างก็ได้ เิดินใช้เวลาประมาณสิบห้านาที แถมวิวธรรมชาติสวยๆให้ดูระหว่างทาง


เคล็ดลับการเดินพิพิธพันธ์ให้สนุก
ตามคำขวัญของพิพิธภัณฑ์ เราควรทำตัวเป็นเด็กหลงทาง ไม่ว่าจะเป็นการมุดเข้าประตูคนแคระหรือเดินข้ามสะพานที่ทอดกลางตึกและเงยหน้ามองพัดลมขนาดใหญ่ที่น่าตาเหมือนปีกเฮลิคอปเตอร์  มีอีกเรื่องที่ทางพิพิธภัณฑ์ขอไว้คือเดินชมพิพิธภัณฑ์ด้วยใจ และสร้างความทรงจำกลับไปโดยไม่ต้องใช้กล้องช่วยจำ อีกเรื่องที่อยากจะกระซิบบอกแบบส่วนตัวคือ ถึงแม้จะไม่เคยดูหนังของค่ายนี้ก็สนุกกับพิพิธพันธ์ได้เหมือน ที่นี่เป็นเหมือน Power spot มาแล้วแค่เดินรอบๆก็สุขได้

ขากลับจะเดินกลับไปอีกทาง ไปโผล่สถานี Kichijoji (吉祥寺駅) แวะไปเดินเล่นดูย่านช็อปปิ้งอารมณ์เหมือนสยามและของกินหลากหลายก็ได้ ถ้าอยากได้ความคุ้มค่า แวะไปกินบุฟเฟต์พิซซ่าที่ร้าน Shakey ตรงถนน  San Road ก็ไม่เลว ราคาหัวละไม่เกินพันเยนแนะ(!)

credit: shinkusano

credit: localjapantimes

credit: Alan Trotter

Hotdog ร้านนี้อร่อยมาก Credit: Kimtaro

Studio Ghibli Museum
Mitaka, Tokyo

Tuesday, April 5, 2011

พิธีเิปิดการศึกษา



หลังจากผ่านการคัดเลือก ก่อนเปิดเรียนใหม่ ด้วยความเป็นญี่ปุ่นที่อยู่ในสายเลือดของคนญี่ปุ่น เอ๊ะ .. ยังไง สรุปความได้ว่า ด้วยความเป็นญี่ปุ่นนั่นเอง จะมีพิธีเปิดภาคการศึกษา ถ้าแปลตรงตัวจากภาษาญี่ปุ่น คือ พิธีต้อนรับการเข้าเรียน พิธีนี้จะมาต้นเดือนเมษายน พร้อมๆ กับฤดูกาลของซากุระ งานนี้ก้อบังคับแต่งตัวใส่สูท นั่งบนเก้าอี้ ที่เวธีจะมีธงชาิติญี่ปุ่น พร้อมกับธงของสถาบัน (ถ้าเป็นเมืองไทย ก้อจะมีโต๊ะหมู่บูชา แต่ที่ญีุ่ปุ่นไม่มีแฮะ)



พิธีการเริ่มด้วยการกล่าวเปิดของพิธีกร (เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสถาบันคนหนึ่ง เพราะเคยมาสัมภาษณ์ตอนเข้าเรียนด้วย) ให้คณะอาจารย์ผู้มีเกียรติ นักเรียนร่วมกัน ร้องเพลงประสานเสียง ไม่รุ้ว่าเป็นเพลงชาติหรือเปล่า เพราะจนบัดนี้ก้อยังไม่รู้ว่าเพลงชาติของญีปุ่นร้องยังไง และเปิดตอนไหน (ไม่นับตอนแข่งกีฬาโอลิมปิก หรือเอเชียนเกมส์น่ะ) ขอประนามตัวเองแทนชนชาติญี่ปุ่นด้วย เสียแรงที่อยู่ญี่ปุ่น ต่อไปจะหาข้อมูลเพิ่มล่ะกัน

ต่อด้วยการกล่าวให้โอวาทของผู้มีเกีียรติที่มาร่วมงาน ลุก ๆ เคารพ ๆ นั่งๆ ประมาณเกือบห้าหกรอบ (ตามจำนวนของผุ้ให้โอวาท) ฝึกบริหารต้นขา ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเรียน สุดท้ายจบที่การปฏิญาณตนของตัวแทนนักศึกษา แล้วก้อเป็นอันเสร็จพิธี

ท้ายสุดมีการแนะนำคณาจารย์ของสถาบัน เป็นอันหมดภาระกิจของพิธีเปิดภาคการศึกษา



ปล. การเข้าเรียนในโรงเรียน แม้ว่าจะเป็นสายวิชาชีพ แต่ถือว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา ดังนั้น นักเรียนของสถาบันสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วเดือนของรถไฟ รถบัส รถไฟใต้ดิน ในราคานักเรียนได้ (แม้ว่าจะอายุจะเกินวัยที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นนักเรียนก้อตาม) ได้รับส่วนลดเยอะมากทีเดียว ทำให้ค่าครองชีพลดลงไปได้ เย้เย้


Monday, April 4, 2011

ทาบิแรก โลกก้นครัวแบบมีการศึกษา



คำนำ ... เจ้าของบล๊อกมีเจตจำนงที่จะทำให้บล๊อกเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น แต่เราได้ขออนุญาตเจ้าของบล๊อกเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอนิดหน่อย แต่ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เรื่องของการท่องเที่ยว แต่เป็นของท่องเที่่ยวสู่โลกของการเป็นเชฟในญี่ปุ่นแทน

เริ่มตั้งแต่ความรู้ทั่วไป ตอนนี้วัยรุ่นของประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีความสนใจที่จะสมัครเข้าเรียนเป็นเชฟลดน้อยลงเมื่อเทียบกับแต่ก่อน ไปเน้นเป็นการเรียนเป็นพวกทำขนมหรือที่เรียกว่า Patissier กัน (ไม่มีข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจนเป็นขอ้มูลที่ได้จากการพูดคุยกับพี่เจ้าหน้าที่)

โลกของเชฟ กับ พาทีเซียร์ ถูกนำเสนอผ่านหน้าจอภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์หลายเรื่อง เราว่าสิ่งเหล่านี้ก้อมีส่วนผลักดันที่ทำให้มีคนสนใจมาเรียน จนทำให้มีโรงเรียนสำหรับวิชาชีพนี้เปิดกันมากมายในญี่ปุ่น ที่ไม่ใ่ช่แค่สอนเป็นคลาส เหมือนเอบีซีคุ๊กกิ๊ง แต่สอนเพือให้คนจบมาเป็นเชฟเลย เรียนจบมีไปสอบประกาศนียบัตรเชฟกันเป็นเรื่องเป็นราว

ระยะเวลาส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นหลักสูตรหนึ่งปี กับสองปี บางโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรภาคค่ำแบบปีครึ่งก้อมี

โรงเรียนมีมากมาย แล้วจะเลือกโรงเรียนกันอย่างไรดี ตอบได้ว่าอาจมีหลายเหตุ หลายปัจจัยให้ิพิจารณา แต่สำหรับกะเหรี่ยงต่างชาิติส่วนใหญ่ เรื่องแรกน่าจะเป็นราคา ต่อมาก้อเป็นภาษาว่าที่โรงเรียนนั้น ๆ ต้องการให้นักศึกษาต่างชาติมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับใด แม้จะบอกว่าเป็นโรงเรียนสอนทำอาหาร แต่ไม่ได้ทำทั้งวันทั้งคืน มีวิชาที่ต้องเรียนทฤษฏีต่างๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนั่นเอง

ค่าใช้จ่าย ราคาเริ่มจากล้านเยน ไปจนถึงล้านสี่แสนเยน สำหรับคอร์สหนึ่งปี ส่วนคอรสสองปีเพิ่มมาอีกประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็น เป็นราคาที่ยังไม่รวมค่าชุดและอุปกรณ์ (กระเป๋าเจมสบอนด์ใส่มืด ฮ่า ฮ่า) รวมถึงหนังสือต่าง ๆ


แต่ยังดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนงวดเดียวทั้งหมด สามารถแบ่งจ่าย ได้ แต่ยังไงก้อต้องจ่ายค่าแรกเข้าประมาณห้าแสนเยน ทั้งนี้แล้วแต่ทางโรงเรียนจะกำหนด

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More